[Resident Evil's Fic] Luna's lullaby intro
posted on 01 Nov 2009 07:34 by bear-killer in FanFictionแหะ ๆ เซหายไปนานเลย...จริง ๆอยากจะบอกว่าเซหายไปปั่นนิยายค่ะ >
ไหน ๆก็ีรีไปรีมาก็เอามาลงให้เพื่อน ๆอ่านด้วยเลยดีกว่า >
เรื่องนี้ก็จะเป็น fanfiction จากเรื่อง resident evil โดยที่เซคิดตัวละครออริจินัลขึ้นมาเป็นตัวเอกเสียส่วนใหญ่ (เดี๋ยวววอย่าเพิ่งปิด?!?!?)
ไม่รู้ว่าจะสนุกสำหรับเพื่อน ๆหรือไม่แต่ขอการันตีเอาไว้ก่อนเลย >
---------------------------------------------------------------------------------------
Resident evil
Story : Luna's lullaby
Rating : PG-13
Intro
ฮั่ก ฮั่ก ฮั่ก!!!
แม้ว่าแสงไฟยามค่ำคืนที่สอดส่องตามรายทางมากมายจะเพิ่มความปลอดภัยจากนโยบายของรัฐบาล
ทว่าหากไร้ซึ่งความปลอดภัย ต่อให้มีแสงไฟมากสักหมื่นดวงล้านดวงก็ไม่อาจจะสร้างความปลอดภัยโดยแท้จริงได้โดยเฉพาะในตรอกซอกซอยต่าง
ๆ
ร่างเงาเคลื่อนพาดผ่านตามกำแพงอิฐหลายร่างโดยมีร่างหนึ่งวิ่งผ่านไปสักระยะจึงมีอีกหลายร่างเคลื่อนตามอย่างรวดเร็วราวกับเงาปีศาจ
มันบ่งบอกถึง ‘ผู้ล่า’
และ ‘ผู้ถูกล่า’
“จับมัน!! เอาให้ตาย!!” เสียงหนึ่งดังลั่นตรอกสะท้อนก้องไปทั่วเป็นสัญญาณแก่ผู้ติดตามให้จับตาย เหยื่อซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากหมาจนตรอกยังคงกระเสือกกระสนหาทางหนี
สรีระของเขานั้นเล็กไม่เหมาะกับการวิ่งพร้อม ๆไปกับการหิ้วกระเป๋าใบใหญ่เลย ถ้าให้พูดง่าย
ๆก็คงไม่พ้นคำว่า ‘ถ่วงแข้งถ่วงขา’
แต่ทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อสิ่งที่อยู่ในนั้นมันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก
“ใคร… จะยอม…ให้พวกแกะ!!!” ไม่ทันไร…ด้วยสติเพียงกึ่งหนึ่งกับความพยายามที่จะสรรหาคำมาพูดจาทำให้วิ่งสะดุดขาตนเองล้มจนกระเป๋าเหล็กใบใหญ่ปลิวไปอีกทาง ร่างที่ล้มลงพยายามตะกายขึ้นอีกครั้งพร้อมหิ้วกระเป๋าใบหนักขึ้นกอดไว้แน่นพลันวิ่งหนีภัยอีกครา
ไม่มีเวลาตรวจสอบแล้ว ในใจได้แต่เพียงคิดว่าอย่าให้ของข้างในเป็นอะไรไปเลย
ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ทำมาทั้งหมดจะสูญปล่าว…
ในขณะที่วิ่งเขาก็ได้ยินเสียงก่อกแก่กตรงบริเวณหัวเข่าซึ่งกระแทกกับพื้นเมื่อสักครู่นั้นสั่นสะเทือนจี้ดมาถึงหัวใจ มันบ่งบอกว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว
ถ้าจะต้องตาย…ก็ขอให้สิ่งที่อยู่ในกระเป๋านี้ไปตกอยู่ในมือของคนที่เหมาะสมด้วยเถอะ!!!
แม้ทางข้างหน้าจะดูวกวนหักซ้ายหักขวาแต่กลับมีเสียงจาก ฝูงชนดังสะท้อนลอดเข้ามาบ้างจึงทำให้เขาเห็นหนทางรอดอยู่รำไร ยิ่งได้กลิ่นของความปลอดภัยก็ยิ่งเร่งฝีเท้ามากขึ้นไปอีกด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่
ปัง ปัง!!
เสียงไกปืนลั่นมาจากเบื้องหลังของตนทำให้สติแตกกระเจิงความหวาดผวาเข้ามาแทนความอาจหาญ ลูกตะกั่วเฉี่ยวใบหน้าไปเพียงกระเบียดนิ้ว
เขาก้าวไม่ออก…เรี่ยวแรงซึ่งเคยใช้วิ่งกลับหายไปราวกับมีคนขโมยมันออกไปจากร่าง…ร่างของเขากำลังสั่น…เพียงกระสุนนัดสองนัดที่ทำให้ตัวเขาหยุดอยู่กับที่ราวกับเงาที่ถูกตรึงไว้ ริมฝีปากเม้มแน่นรวมความกล้าอันน้อยนิดหันกลับไปมองกระบอกปืนแต่วงแขนก็ยังกระชับกระเป๋าเหล็กแน่น
“ยังนับว่าฉลาดนะดอกเตอร์ฟอร์จูนน่า…แต่ถ้าคุณฉลาดมากกว่านี้อีกสักนิดก็คงจะคืน ไวรัสนั่นมาให้ผมใช่ไหม?”ภายใต้แสงไฟที่เผยเพียงควันและโลหะค่อย ๆเผยร่างของชายแก่ใส่เสื้อโค้ท
“คุณทำให้ผมเสียเวลานะเพราะผมต้องมารับของสำคัญชิ้นนั้นด้วยตัวเอง…”
“คุณคิดผิดแล้วสเปนเซอร์!! สิ่งนี้คือยาปฏิชีวนะที่มีค่ามหาศาลแก่มนุษย์
ไม่ใช่ภัยพิบัติ!!” เขากอดกระเป๋าแน่นไม่ต่างไปจากลูกรักของตน
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณจะเอาไปสร้างอาวุธชีวภาพ เรา…เราไม่ได้ตกลงกันแบบนี้นี่ครับ!!”
สเปนเซอร์สถบ พลางยักไหล่แสดงความดูแคลนอีกฝ่าย
“คุณนี่มันไม่รู้อะไรจริง ๆดอกเตอร์…เราไม่ได้สร้างอาวุธชีวภาพเพียงอย่างเดียวเสียหน่อย เราสร้างยาปฏิชีวนะด้วยนะ
ลองคิดดูสิว่าธุรกิจนี้จะสร้างกำไรมากขนาดไหน?”
“ไม่ใช่เราหรอกสเปนเซอร์…ไม่ใช่เรา” ฟอร์จูนน่าวางกระเป๋าลงกับพื้นพลันเปิดกระเป๋าอย่างช้า
ๆด้วยความระวัง มือหนาคว้าหลอดแก้วใสบรรจุน้ำสีเขียวข้นข้างในออกมา ในขณะเดียวกันอีกฝ่ายรีบผายมือออกส่งสัญญาณให้มือปืนที่อยู่ตามประจำจุดต่าง ๆลดปืนลงเพราะหลอดแก้วนั้นมันอันตรายและมีค่ามหาศาลนัก
ต่างฝ่ายต่างไม่เปิดประเด็น มีเพียงตาเท่านั้นที่สื่อความออกมาได้ดีที่สุด…ดวงตาสีเขียวอ่อนภายใต้แสงไฟริบหรี่ดูจริงจังและไม่หวั่นเกรงในตัว ‘ผู้ล่า’ เลยแม้แต่น้อย ภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรไปกับกระต่ายขู่เสือผู้หิวกระหาย
“คุณจะทำ อะไรน่ะดอกเตอร์?” ชายแก่มองเขาเหมือนมองลูกไก่ในกำมือ
บีบก็ตายคลายก็รอด ไม่ว่าจะตีความมากนาดไหนภาพของชายวันกลางคนเบื้องหน้าก็จะตายแหล่ไม่ตายแหล่แล้ว แค่พินิจถึงท่อนขาซึ่งจะประคองร่างให้ยืนต่อไปได้ก็ไม่นานพอที่จะหนีไปไหนได้อีก…ช่างน่าสงสารนัก…แต่ไม่มีความเวทนาต่อผู้ทรยศ!!!
ดอกเตอร์ตริตรองอยู่สักพักในขณะที่ยังมีโอกาส…ถ้าดื่มมันเข้าไป เขาต้องโดนยิงแน่ ๆยิ่งไปกว่านั้นร่างของเขาจะเป็นร่างทดลองแก่สัตว์ร้ายพวกนี้ไปโดยปริยายแต่จะมอบสิ่งนี้ไปให้พวกมันจริง
ๆกระนั้นหรือ?!
“ไม่ต้องกลัว…ผมไม่ดื่มมันหรอกสเปนเซอร์” นัยน์ตาสีเขียวอ่อนก้มต่ำลงมองปลายเท้าก่อนที่จะไม่ได้มองมันอีก
ถึงเขาจะไม่กลัวแต่เนื้อตัวก็สั่นไปหมดแล้ว“ผมจะไม่ติดเชื้อคนเดียว…ถ้าคุณทำอะไรผม ผมจะปล่อยยาหลอดนี้ลงพื้นทันที!”
การกระทำของเขานั้นช่างโง่ไม่อาย ฟ้าดิน…โง่เขลาที่สุด ทำอย่างกับว่าเขาต้องไม่ติดเชื้ออยู่คนเดียว แต่มีทางรอดอื่นแล้วหรือ…รอบ ๆตัวเหมือนกรงหนูไม่มีผิด ตึกแถวรายล้อมเต็มไปด้วยมือปืนซึ่งพร้อมที่จะปลิดชีพของเขาได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องร้องขอ
“ฮ่า ๆๆๆ !!!” สเปนเซอร์หัวเราะลั่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเขาหัวเราะด้วยความสมเพศหรือหวาดกลัวก่อนที่จะเปลี่ยนแววตากลับมาขู่ขวัญคู่ต่อสู้
“ผมรู้ว่าคุณไม่ทำหรอกดอกเตอร์
มันไม่มีประโยชน์กับคุณเลย ส่งมาซะดี ๆ อย่าให้ผมต้องหมดความอดทนมากไปกว่านี้เลยดีกว่านะ”
อย่างไรก็ตามดอกเตอร์ก็ยังกระชับขวดยาในกำมือและมีทีท่าว่าจะขว้างลงพื้นเสียจริง
ๆ แม้ไม่กล่าวด้วยคำพูด
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น คำตอบที่เขาให้นั้นมีความชัดเจนภายในตัวว่า ‘ไม่…’
“ไร้ประโยชน์ที่คุยกับคุณจริง
ๆ…ดอกเตอร์”
ร่างบางล้มลงกับพื้นพร้อมเสียงปืนลั่นฝังลงไปในร่าง
ดวงตาสีเขียวเลื่อนลอยมองหลอดยาในมือ เขากำลังจะแพ้แก่สัตว์ร้าย เขากำลังจะ…แพ้
ขวดยาที่ปิดสนิทกลิ้งลงพื้นจากอุ้งมือซึ่งไร้แรงบีบอีกต่อไป สเปนเซอร์กระชับปกเสื้อโค้ทก่อนจะเดินมาหยิบขวดยาบนพื้นอย่างระวัง โชคดีนัก…ขวดยังไม่แตกไม่ร้าว
แต่มันตกไปอยู่ในมือของฆาตกรเปื้อนเลือด!!!
มือเย็นเฉียบบนพื้นซีเมนต์สากไม่อาจจะขยับได้อีก ดวงตาสีมรกตได้แต่จ้องมองความหายนะที่กำลังหลุดลอยไปอย่างช้า
ๆ เลือดของเขาไหลนองเต็มพื้น
สติเริ่มหลุดลอยออกไปเรื่อย ๆ
ทุกอย่างที่ได้ทำมามันกลับไปที่ศูนย์…
มีคนกล่าวว่าความหนาวเหน็บและความตายเป็นสิ่งซึ่งมาด้วยกัน มันเป็นอย่างนี้เองสินะ…ส่วนต่าง ๆของร่างกายเริ่มเย็นจนชาและแข็งไปหมด ภาพที่มองเห็นมีเพียงพื้นสีดำสนิทและเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกจับถึงขั้วหัวใจ…มีเพียงแสงสว่างเล็ก ๆอยู่ไกลลิบกำลังลอยออกไปจากความมืดทั้งปวง
“แค่คน ๆเดียวทำให้เสียเวลาชะมัด”
ร่างสูงบรรจุยาเข้ากระเป๋าอย่างระวังที่สุด
มันคือสิ่งอันประมาณค่ามิได้และไม่มีสิ่งที่ใดที่จะมาแทนที่มันได้อีกแล้ว
“หัวหน้าจะทำยังไงกับมันครับ?”
ชายแก่เงียบเป็นการให้คำตอบเบื้องต้นพลางลุกขึ้นเอาคัทชูเขี่ยร่างที่นอนแน่นิ่งบนพื้นให้แน่ใจว่าดอกเตอร์ฟอร์จูนน่านั้นหมดลมหายใจแล้ว ดวงตาสีฟ้าเลือดเย็นของนักล่าหรี่ลงพร้อมส่องประกายอะไรบางอย่างออกมา…มันไม่ใช่เรื่องที่น่ารื่นรมย์เลย
“เก็บร่างมันไปที่ศูนย์…ทำลายหลักฐานซะ…เข้าใจไหม” แล้วเขาก็หันหลังกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มอันแสนภาคภูมิ บัดนี้ไวรัสทีอยู่ในกำมือของเขาแล้ว…มันอยู่ในกำมือของเขาแล้ว!!!
เพียงไม่กี่ชั่วโมง คราบเลือดและร่างกายเปล่าก็อันตรธานหายไปจากตรงนั้นเหมือนหนังสือที่ไม่เคยถูกเปิดอ่าน…
