แน่นอนว่าวันนี้ไม่ได้มาทำเรื่องอาหารแต่เบนมาทางนิยาย เผอิญว่าเซเคยทำบทสัมภาษณ์ในบอร์ด Thaibio กับ FADthought ของเซเองแล้วคิดว่า TAG ที่เซทำน่าจะมีประโยชน์แก่เพื่อน ๆบ้างซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องทั่วไปของนักเขียนฟิคชั่น อย่างไรก็ตามเพื่อน ๆคนไหนที่สนใจทำ TAG ด้วยก็ยินดีนะคะ หลากหลายไอเดียในเส้นทางนักเขียนก็ยิ่งได้รับประโยชน์

 

(หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเราเขียน fic ด้วยหรือ = ='' ที่จริงเราเขียนลงไทยไบโอ , FAD และเด็กดีอยู่ไม่กี่เรื่อง แต่ก็เป็นอย่างที่บอกไว้ว่าหลากไอเดียนักเขียนก็ให้ความรู้ได้เหมือนกัน ^ [] ^ )

 

ก่อนที่จะลง TAG เซก็ขอตอบคำถามจาก entry ที่แล้วก่อนนะคะ ^ ^ เรียกว่าตอบรอบที่สองแล้วกันเพราะอัพเร็ว

 

ตอบคุณ k_i : อาหารไทยอย่างต้มยำ(เครื่องเยอะ สมุนไพรเพียบ)ก็แก้อาการท้องอืดได้เป็นอย่างดีค่ะ หรือน้ำขิง (บัวลอยน้ำขิงเราชอบมากเลย) หรือยาหอมที่ชงน้ำดื่มก็เวิร์คไม่แพ้กัน > <  ไว้ถ้าสบโอกาสได้ทำก็ไม่พลาดที่จะเอามาลงบล๊อคแน่นอนค่ะ 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

  1.เริ่มเขียน fiction เมื่อไหร่ และทำไมถึงชอบ?
อา...ที่จริงเริ่มเขียนจริงๆตั้งแต่ม.ต้นแต่เขียนบ้าง
หยุดบ้างแล้วมาเขียนจริงจังอีกทีตอนม.4ค่ะ ช่วนนั้นมีเพื่อนนักเขียนรายล้อมรอบ
โต๊ะเลยทำให้ฝึกการเขียนไปได้มาก แต่พอใกล้สอบตรงเข้าคณะดนตรีก็หยุดการเขียนไป
เกือบ 2 ปีเต็มดังนั้น...คงจะกล่าวได้ว่า ณ เวลานี้คือเวลาฟื้นฟูการเขียนน่าจะเหมาะสมที่สุด :e16


 

2.ชอบ fiction แนวไหน?
ที่จริงอ่านได้ทุกแนวถ้าหากว่าอ่านแล้วหนังสือเล่มนั้นทำให้เรามีส่วนร่วมได้อย่างสูงสุด แต่ที่โปรดปราน
จริงๆก็ไม่พ้นแนวแฟนตาซี สืบสวน แอคชั่น ดราม่า หรือแนวจิตวิทยาที่ต้องให้ตีเยอะๆหน่อยค่ะ


 

3.วิธีการเขียนและเทคนิคในการบรรยาย?
อา...ก่อนอื่นเลยการที่เราจะเขียนได้ก็ต้องมี "แรงบันดาลใจ" หากเราไม่มีแรงบันดาลใจ
ในการเขียนก็แพ้ตั้งแต่ต้นด้วยคำถามที่ว่า "เราอยากเขียนจริงๆหรือ?!"

เมื่อได้แรงบันดาลใจแล้วต่อมาก่อนที่เราจะเขียนเราต้องเข้าใจในเนื้อเรื่องที่เราจะเขียนได้เป็นอย่างดีแล้ว
และที่สำคัญคือเรารู้สึกว่าที่เนื้อเรื่องที่เราคิดนั้นสนุกหรือเปล่า ในขณะที่เขียนเราสามารถ
สร้างชีวิตให้แก่ตัวละครนั้นๆได้หรือไม่?! เพราะเซจะคำนึงอยู่เสมอว่า "หากเราไม่สนุกกับเรื่องของเราก่อน
มีหรือที่คนจะมาสนุกกับเรื่องที่เราเขียน?!" และหากเรื่องของเราไม่มีชีวิตก็คงไม่มีใครเขาอยากอ่านจริงไหม?!

แต่ทว่าการที่เราจะสรรสร้างให้บทความและตัวละครมีชีวิตได้ ทั้งนี้ก็ต้องมีเนื้อเรื่องที่ดีและการบรรยายที่
เข้ามาเสริมกันด้วย เช่นทำอย่างไรให้การบรรยายนั้นลื่นไหลไปได้เรื่อยไม่สะดุดจนอารมณ์ดับวูบ
หรือแม้กระทั่งจะก่อไฟอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกมีอารมณ์ร่วมตามไปกับเรา ซึ่งทั้งหมดนี้บอกได้ตามตรงว่า
"อะไรที่ร่ำเรียนไปแล้วอย่าได้ทิ้งเลย มันมีประโยชน์มากมายหลายแสน" เทคนิค หรือไวยการณ์ที่ถูก
ต้องในการเขียนก็มาจากการร่ำเรียนกันทั้งชีวิตนั่นแหละค่ะ ^ ^ รู้มากยิ่งมีอุปกรณ์ที่หลากหลายให้ใช้
ไม่น่าเบื่อด้วย

ขั้นตอนการเขียนก็ไม่มีอะไรมากมายขึ้นอยู่กับเทกนิคของแต่ละคน สำหรับเซจะใช้เป็นการนึกภาพแล้วบรรยาย
ภาพนั้นออกมาจะว่าไปก็คงเหมือนการดูหนังกระมังว่าเราเห็นอะไรบ้างแต่เราสื่อออกมาเป็นคำเขียนเท่านั้นเอง
อันที่จริงดูเหมือนจะง่ายสำหรับหลายๆคน แต่เซว่ามันไม่ได้ง่ายเลยเพราะทุกอย่างที่เราเขียน เราจะใช้
แต่หลักการไม่ได้ สำหรับเซแล้วทุกเรื่องที่เขียนเราต้องใส่ "ความเอาใจใส่และหัวใจ" เข้าไปด้วย
คำพูดที่ร้อยเรียงออกมาหากไม่มีหัวใจก็เหมือนบทความที่ไร้ชีวิต (การเขียนก็เป็นศิลป์อย่างหนึ่งนะ!!)

การบรรยายบางครั้งอาจจะเร็วบ้าง ช้าบ้างโดยอยู่บนพื้นฐานของความพอดีเช่น สถานการณ์ต้องการ
ความกระชับคงจะมัวบรรยายถึงความรู้สึกของตัวละครมากไม่ได้ ตรงไหนที่ต้องการจะก่อไฟให้ผู้อ่าน
ร้องไห้ก็ให้เรื่องผ่านไปราวกับติด RPG ก็คงไม่ได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเซ้นส์ค่ะ :e16

ส่วนตัวการบรรยายให้เข้ากับแนวเรื่องก็สำคัญเช่นกัน เช่นการสรรคำสวยหรูแลดูโบราณและยืดยาว
น่าจะเข้ากับแฟนตาซี หรือการบรรยายแบบกระชับได้ใจความอาจจะเหมาะกับแนวแอคชั่น เป็นต้น

(เพิ่มเติม)
ส่วนตัวเนื้อเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนสนใจได้คือเราต้องหาจุดขายและเอกลักษณ์ของเรา
และถ้าหากมีอะไรที่แหวกแนวก็จะทำให้น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น รวมถึงหักมุมแบบคาดไม่ถึง
ก็จะทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้นนะ ที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องทำให้คนอ่านมีส่วนร่วมกับเรื่องของคุณให้ได้!!
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่อง และอารมณ์ต่างๆในตัวเนื้อเรื่อง > . <



 

3.1. ถ้าหากเขียนแล้วเกิดอาการตัน หรือดองแล้วกลับมาเขียนจะทำอย่างไร?

ถ้าตันแนะนำให้เลิกเขียนสักระยะเปลี่ยนแนวการเขียนที่แหวกแนวออกไปโดยสิ้นเชิง เช่นตันแนวแอคชั่น
ก็อาจจะไประเบิดอารมณ์กับแนวดราม่าอะไรก็แล้วแต่ค่ะ > . <

ในกรณีที่ดองแล้วกับมาเขียน สำหรับเซถ้าเขียนต่อแล้วไม่เหมือนกันก็จะรีไรท์ไปเลยนะเพราะดองแล้ว
ไม่น่าจะต่อติด แต่หากสำนวนเป็นเช่นเดิมและพอใจกับเรื่องที่เป็นอยู่ก็อีกเรื่องค่ะเขียนต่อเลย
ไม่มีปัญหา!

 

4.ทัศนคติที่มีต่อการบรรยาย?
หากไร้ซึ่งการบรรยายแล้วมีแต่บทพูดก็คงทำให้คนอ่านเห็นภาพและเข้าถึงไม่ได้ ลองคิดสภาพเวลาที่
อ่านนิยายแนวสยองขวัญแล้วกันค่ะ คนพูดอย่างเดียวแต่ขาดการบรรยายที่เป็นตัวก่อไฟให้เกิดความกลัว
ผู้อ่านก็คงจะแบบว่า เอ๋ ผีโผล่มาแล้วไงหรือ?! ลองดูตัวอย่างจากที่เซเขียนแล้วกันนะคะ
จาก Fiction Silent hill : In Hell(ตอนนี้เซลบเตรียมรีไรท์และจัดระเบียบค่า)

 

อย่าง ที่ว่าแหละนะ ผมคงไม่ประสาทเดินอ้อมไปอีกตึกแน่ๆ ผมรีบวิ่งลงบันไดออกไปที่ทางเดินชั้นสอง ให้ตายเถอะกลิ่นเลือดคละคลุ้งจะน่าสะอิดสะเอียน มีใครที่พอตอบผมได้บ้างว่าตอนนี้ผมหลุดโลกมาอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย และที่แน่ๆก็คือกลิ่นเลือดที่ผมรู้สึกได้มันลอยออกมาจากห้องเก็บของที่ว่า นั่นแหละ ผมควรจะเข้าไปดีไหม.....ว่าแล้วหันหลังกลับไปหาทางอีกดีกว่า

แกร๊ง!!!

ก่อน ที่จะได้หันหลังเดินกลับไปก็มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงบนพื้นจากข้างในห้อง เรียนห้องที่ติดกับบันได แสดงว่า...ต้องมีคนแน่ๆสินะ ผมเดินกลับไปเปิดประตูห้องนั้นสบัดเชิงเทียนไปมามองดูรอบๆ

ทุกอย่างดูเงียบไม่มีอะไรเกิดขึ้น...ไม่มีแม้แต่คน...
แล้ว...เสียงดังแกร๊งตะกี๊น่ะ...
...มันมาจากไหนวะ........

เดิน สำรวจผ่านโต๊ะเรียนตามซอกต่างๆก็ไม่เห็นอะไรที่นอนแอ๋อยู่กับพื้นสักอย่าง หรือจะบอกว่าหูผมฝาดไปหรืออย่างไร ผมจำใจสำรวจซอกมุมต่างๆไม่ว่าจะเป็นมุมถังขยะ มุมรองเท้าของพวกเด็กๆ

" อะไรนะ...." ผมเปิดฝาถังขยะออกเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกขยำจนยับ ผมคลี่มันออกมา ข้างในเป็นรูปอะไรสักอย่างที่วาดด้วยสีเทียนอย่างลวกๆดูไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เท่าไรนัก แต่ว่าพอเดาออกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ผมเห็นอยู่บนกำแพงในซอยนั่นและ...ศพชาย ผู้ชายคนหนึ่งที่นอนอยู่ในภาพ ผมไม่รู้และเดาไม่ออกเลยว่าเป็นใคร...

แง้วววววววววววว!!!!!!!!!!!!!!!

"เห วอ!!!!!!!!!" มีอะไบางอย่างกระโจนออกจากถังขยะที่ผมยังไม่ได้สำรวจอีกถังเข้ามากระแทกหน้า อกผมจนผมล้มลงไปกับพื้น ทำเอาเชิงเทียนหลุดมือตกพื้น ผมรีบคว้าเชิงเทียนก่อนที่มันจะดับไปก่อนจะเหล่มองไอ้อะไรบางอย่างที่พุ่ง ใส่ผมและอยู่บนแผ่นอกของผม ผมรู้สึกถึงมันได้...

มันขยับได้...
มันมีขน........
น้ำหนักมันก็ไม่ใช่ย่อย.....
และมัน...กำลังเอากงเล็บกดลงมาที่หน้าอกของผมอยู่...

" เจ้าเหมียว แกทำฉันตกใจหมดเลยรู้ไหม" ปรากฏว่าเป็นเพียงแมวสีดำตาสีทองตัวหนึ่งเท่านั้น ผมลูบหัวของมันอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้มันหายกลัว ในทางกลับกันมันก็ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจหลังจากที่ทำให้ผมตกใจเป็นว่าเล่น ไอ้แมวบ้า... มันจ้องหน้าผมอย่างไม่กลัวเกรงเลยก่อนจะกระชากแผ่นกระดาษออกจากมือ แล้วกระโดดวิ่งออกไปจากห้อง



จะเห็นได้ว่าหากเซตัดคำบรรยายให้สั้นลงเหลือแค่ใครทำอะไรแค่นั้น
รับรองเลยว่าต่อให้เป็นไดโนเสาร์คนอ่านก็ไม่ลุ้นแน่ๆ :e16 คุณว่าจริงไหมล่ะ?!
ดังนั้นสำหรับเรื่องการบรรยาย เซถือว่าเป็นตัวที่สำคัญมากๆนะคะ บทพูดใครเขียนก็เขียนได้
แต่คำบรรยายนี่คือฝีมือล้วนๆที่ก๊อปกันไม่ได้แล้วแถมทำให้คนเข้าถึงเรื่องได้มากน้อยแค่ไหน
ความเก่งจะตัดกันที่จุดนี้แหละ :e16

 

5.ทัศนคติที่มีต่อ fiction ที่รับสมัครตัวละคร รวมถึงผู้เขียน?
อันที่จริงก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเพราะเซเองก็เขียนนิยายรับสมัครตัวละครเหมือนกัน ถ้าเห็นบ่อยๆก็คือเรื่อง S-virusนั่นแหละค่ะ แต่ที่เห็นบ่อยๆรู้สึกทัศนตคิของผู้แต่งคนอื่นจะไม่เหมือนกับเซ ตรงที่ให้คนอ่านสมัครดะ
ซึ่งเซรู้สึกว่านั่นไม่ใช่การมีส่วนร่วมที่แท้จริงนะ :e16 การสมัครตัวละครเป็นเพียงความท้าทายอย่างหนึ่ง
ให้เรานำประวัติคนนู้นคนนี้มาผูกและใช้ตัวละครที่เราไม่ได้คิดขึ้นเองมากกว่า

อีกประการที่น่าเป็นห่วงคือแบบฟอร์มการเขียนของหลายๆเรื่องยังไม่สมบูรณ์นักแลดูเป็นการเอาแค่ชื่อตัวละครมา
ใช้มากกว่า ดังนั้นอยากให้เห็นความสำคัญของผู้สมัครมากกว่านี้ค่ะ ถ้าไม่มีเขาเรื่องของคุณก็ดำเนินไปไม่ได้
เชื่อสิ!!


 

6.ความแตกต่างของ fiction ที่รับสมัครตัวละคร และ ไม่รับสมัครตัวละคร?
จริงๆไม่ต่างกันหรอกค่ะ เพราะหัวใจของการเขียนงานทั้งสองประเภทนี้คือเขียนอย่างไรให้คนมีอารมณ์ร่วม
กับเรื่องของเราได้ ไม่ใช่ว่าเราสมัครและหวังให้มีบทบาทแม้ว่าเรื่องนั้นจะสนุกหรือไม่ก็ตาม...
ความแตกต่างมีเพียงแค่ว่า เราคิดเอง กับ เราไปยืนตัวะครของคนอื่นมาเขียน ^ ^


 

7.ทัศนคติต่อผู้อ่านที่สมัครตัวละคร?
คิดว่าได้เกริ่นไปบ้างแล้ว...หลังจากที่ดูอยู่ห่างๆในเวปนี้รู้สึกว่าหลายๆท่านสมัครเพื่อให้มีบทบาทในเนื้อเรื่อง
ซึ่งไม่ผิดหรอกนะคะ แค่มีทัศนคติความมีส่วนร่วมที่ไม่เหมือนกับเซเท่านั้นเอง

 

8.ทัศนคติในการมีความส่วนร่วมใน fiction?
อา...กล่าวไว้ข้างต้นไปหมดแล้ว ที่จะบอกคือเวลาที่อ่านเราสามารถเข้าใจในเนื้อเรื่อง และเข้าใจในบทบาท
ของตัวละครได้เป็นอย่างดีหรือไม่ก็ลุ้นตัวโก่งอยากรู้ถึงความเป็นไปในตอนหน้า?!
เคยไหมเวลาอ่านๆเคยรู้สึกไหมว่าเราอยากเป็นเจ้าหญิงคนนั้น หรือเธอคนนั้นช่างมีชีวิต
ที่น่าสงสารเหลือเกิน สงสารจนน้ำตาแทบไหลเพราะสงสารเหลือเกินแล้ว?!

 

9.ทัศนคติที่มีต่อบทพูด?
ที่จริงก็เคยเขียนบทพูดเหมือนกันนะคะ ถึงรู้ว่าไม่ต่างอะไรไปกับนวนิยายมากนักคือต้องเขียน
คำบรรยายคั่นระหว่างบทพูด ต้องเขียนสีหน้าท่าทางอีกแต่ก็ยังเป็นข้อจำกัดในการใช้คำให้สวยหรู
แต่เท่าที่ดูแล้ว...บทพูดแบบ MSN ก็ไม่ไหวอ่าค่ะ มีแต่คำพูดอย่างอื่นไม่มี

จุดที่สำคัญที่สุดสำหรับนวนิยาย กับ บทพูดก็คือการที่คุณต้องเขียนให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมไปเนื้อเรื่องของคุณ
จริงไหม?!

 

 10.ทัศนคติต่อนิยาย “แปลเห่ย” ?
อา...เป็นนิยายที่สร้างอารมณ์ขันได้ตลอดเวลานะเพราะเหมือนแปลจากภาษาต่างประเทศเข้ามาแล้วไม่ได้
รับการเรียบเรียงเช่น


"จิลลล!!!"คริสพูด วิ่งไปสามสิบเมตรยิงกระสุนไปอีกเจ็ดนัด
"คริส!!!"จิลบอกแล้ววิ่งตามคริสไปชกไกปืนเตรียมพร้อม


แล้วคุณล่ะ เจอแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร?!

 

 

11.ทัศนคติที่มีต่อคอมเมนต์ของผู้อื่นในบอร์ด?

ส่วนใหญ่ที่พบคือการให้กำลังใจ และเรื่องที่สมัครตัวละครเจ้าของตัวละครก็มักที่จะเมนท์สั้นๆเป็นกำลังใจ
ว่ายังอ่านอยู่ หรือติเตียนที่ตัวละครออกน้อยอะไรก็แล้วแต่

รองลงมาที่แทบจะไม่เห็นเลยคือ เมนท์เพื่อให้เกิดการพัฒนา...ส่วนนี้นับเป็นจำนวนคนได้เลยค่ะ
ดังนั้นคอมเมยท์เหล่านี้ถ้าได้ตกไปอยู่ในกระทู้ใครถือว่าดีมากๆแต่ทว่ากลับโดนมองว่าเป็นการหวังร้าย
ก็บ่อยเหมือนกันนะ :e16

 

 

12.คอมเมนต์ที่อยากได้รับจากผู้อื่น?

ทั้งติชม ทั้งบอกจุดดีจุดเสีย ทุกอย่างค่ะ อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้ว่าคุณใส่ใจที่จะอ่านจริงๆ ยิ่งบอกจุดให้เราแก้
ได้มาก ยิ่งแลกเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่เห็นพ้องกันได้มาก เรายิ่งชอบค่ะ

 

13.หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ และ คอมเมนต์ fiction ผู้อื่น?

ก็จะมีสองหัวข้อใหญ่ๆเลยนะคะคือ
1. การบรรยาย เช่นว่าเขียนแล้วอารมณ์สะดุดไหมเพราะอะไร ลื่นไหลหรือเปล่า เทคนิคมากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญที่สุดคือ "ตัวสะกด" ค่ะ

2. ตัวเนื้อเรื่อง ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าแนวไหนที่ต้องมีก็คือ "หลักการและเหตุผล"(สำคัญมาก) "จุดขาย" "ความแหวกแนว" และ "ความน่าสนใจ"

 

14.สิ่งที่อยากจะแนะนำต่อผู้เขียนในระดับเริ่มต้น?
แนะนำให้ค้นหาความชอบของตัวเองก่อนค่ะ ฝึกจากการเขียนแนวที่ตัวเองชอบให้พัฒนาไปได้ระดับหนึ่งก่อน
แนะนำว่าอย่าเพิ่งเขียนนิยายรับสมัครเลยเพราะแค่เขียนเองเรื่องก็ยุ่งอิรุงตุงนังมากแล้ว

เมื่อเขียนได้คล่องถึงระดับนั้นให้ลองเปลี่ยนแนวการเขียนดู เช่น จากแฟนตาซีลองไปแอคชั่นบ้าง เป็นต้น
เพราะถ้าเราเขียนได้หลากหลายแนว นอกจากจะไม่ตันเพราะจุดอิ่มตัวแล้วยังเป็นทางหากินได้มากอีกด้วย

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 ปล. ถ้าใครสนใจ TAG ต่อเราก็ยินดีค่า > < ~ แต่ขอช่วยลงคอมเมนท์ให้เราเพื่อที่จะตามไปอ่านได้เช่นกันจ้า


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาแวะคอมเมนต์

อย่าลืมมาเยี่ยมเราด้วยนะ

#1 By De@thTyrune on 2009-07-15 12:56

โอ้ ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ

น้องสาวผมบอกให้กินยาธาตุน้ำแดง

ส่วนน้องๆผมบอกให้กินอีโน

แฟนผมบอกให้ลดอาหารลดจัดและนอนเป็นเวลาออกกำลังสม่ำเสมอ

สรุป ทำหมดทุกอย่าง ตอนนี้เลยอ้วนครับ -*-

#2 By k_i on 2009-07-15 17:39

มาอ่าน TaG คับ
เป็นนักเขียนหรือครับ
อ่านแล้วได้มุมมองดีครับconfused smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#3 By mr. tan-guy on 2009-07-15 17:48

อ๊ะ น่าสนใจมากมาย >_<~
ขอรับแท็กไปทำละนะคะ

#4 By อคิเอง❤ on 2009-07-28 22:53